ประวัติของ อบต. ข้อมูลทั่วไป
โครงสร้าง อบต.
อำนาจ และหน้าที่ของอบต.
รายนามคณะผู้บริหาร
รายชื่อสมาชิกสภา อบต.
อัตรากำลังของ อบต.
ส่วนสำนักงานปลัด
ส่วนการคลัง
ส่วนการโยธา
ส่วนการศึกษา, ศาสนาและวัฒนธรรม
ส่วนสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
ยุทธศาสตร์ การพัฒนา, แผนพัฒนา
สถิติรายได้
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายก อบต. คุยกับประชาชน
ที่อยู่ติดต่อ
แผนที่ของ อบต.ดอยหล่อ

 

  
 

 วัดสิริมังคลาจารย์<02/10/49>

ประวัติวัดสิริมังคลาจารย์ เดิมชื่อว่า วัดปากทางเจริญ สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2509 โดยมีท่านปลัดทอง สิริมงคโล(ตำแหน่งในขณะนั้น) ปัจจุปันได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่พระราชพรหมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นองค์ประธานดำเนินการก่อสร้างและได้รับความร่วมมือจากคณะสงฆ์ คณะข้าราชการ พ่อค้าประชาชน ตลอดจนคณะศิษยานุศิษย์ของท่านเจ้าคุณอาจารย์(พระอาจารย์ทอง สิริมงคดล)พร้อมใจกันก่อสร้างวัดนี้ขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่ตั้งแห่งพระรัตนตรัยและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านปากทางเจริญ

ตามประวัติความเป็นมาสืบเนื่องมาจากการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ทำให้พื้นที่บริเวณเหนือเขื่อนถูกนำท่วมจากการเก็บกักนำไว้ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นตลอดจนวัดวาอารามต่างๆที่ถูกนำท่วม จำเป็นต่องอพยพออกจากพื้นที่ไปยังที่ต่างๆ เช่นไปอยู่ที่นิคมสร้างตนเอง อำเภอดอยเต่า ณ ที่นี้มีการก่อสร้างวัดที่อพยพมาจากการถูกนำท่วม เป็นจำนวน 12 วัด โดยมีท่านเจ้าคุณอาจารย์ เป็นองค์ประธานดำเนินการก่อสร้าง เมื่อปีพุทธศักราช 2507 นอกจากนี้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งก็ได้อพยพมาอยู่ที่บ้านปากทางเจริญ กิ่งอำเภอดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีวัดอยู่ในหมู่บ้าน เวลามีงานทำบุญหรืองานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ชาวบ้านต้องเดินทางไปทำบุญยังวัดที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านมาก ประกอบกับชาวบ้านส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาเป็นหลักและยังขาดสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ชาวบ้านจึงได้ประชุมปรึกษาหารือกันและพากันไปกราบเรียนปรึกษาท่านเจ้าอาจารย์(ในขณะนั้นท่านเจ้าคุณอาจารย์มีตำแหน่งเป็นรอง เจ้าคณะอำเภอฮอด)และขอให้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ไปดูสถานที่ก่อสร้างวัดเพื่อเป็นที่ตั้งแห่งพระรัตนตรัยให้มั่นคงสืบต่อไป ด้วยความเมตตาอันหาที่สุดมิได้ของท่านเจ้าอาจารย์จึงได้รับเป็นองค์ประธานดำเนินการก่อสร้างวัดนี้ขึ้นมาเมื่อปีพุทธศักราช 2509

ต่อมาท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้มีโอกาสไปสักการะสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดียและได้อัญเชิญหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์มาจากพุทธคยา เพื่อนำมาปลูกไว้ที่วัดแห่งนี้สำหรับเป็นที่สักการะบูชาของเหล่าศาสนิกชนทั้งหลาย ที่ต้องการความเป็นสิริมงคลและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธาเจ้าซึงพระองค์ทรงตรัสรู้ ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ ที่อัญเชิญมาปลูกเป็นหน่อที่งอกออกมาจากต้นเดียวกัน ถึงแม้ว่าพุทธศาสนาที่ไม่มีโอกาสไปกราบไหว้ถึงพุทธคยาก็สามารถมาสักการะบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้ ณ ที่นี้ จึงนับว่าเป็นบุญของประชาชนแผ่นดินล้านนาไทย อันเป็นนิมิตหมายว่าพระพุทธศานาจะเจริญมั่นคงสืบไปถึง 5,000 ปี บนผืนแผ่นดินนี้ ยิ่งกว่านั้นความปลาบปลื้มใจที่อยู่ในความทรงจำของชาวเชียงใหม่ตลอดมาก็คือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินมาทรงปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 3 เดือนธันวาคม พุทธศักราช 2501 พร้อมทั้งทรงอธิษฐานที่จะให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ฝังรากลึกลงในพื้นที่แผ่นดินและเจริญงอกงามขึ้นมาอย่างมั้นคง เสมือนหนึ่งทรงขอให้พระสัทธรรรมในพระพุทธศาสนาฝังรากลึกและเจริญงอกงามอยู่ในจิตใจของหมู่มนุษย์ทั้งหลายตลอดไป ด้วยคำอธิษฐานอันบริสุทธิ์จิตของพระองค์ จึงทำให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เจริญงอกงามแตกกิ่งออกมาถึง 10 กิ่ง จากเดิมมีอยู่เพียงกิ่งเดียว แสดงให้เห็นว่าคำอธิษฐานของพระองค์จะต้องเป็นความเป็นจริงอย่างแน่นอน นอกจากนี้ในวันเดียวกันนั้นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนียังทรงวางศิลาฤกษ์พระธาตุแจดีย์และทรงพระราชทานนามวัดว่า "วัดสิริมังคลาจารย์"

สาเหตุที่ทรงพระราชทานนามวัดในครั้งนี้ เนื่องจากคณะสงฆ์และคณะศัททธาทั้งหลายเห็นว่าวัดนี้ยังไม่มีชื่อเป็นทางการ เดิมเรียกว่าวัดปากทางเจริญตามชื่อหมู่บ้านจึงได้ประชุมปรึกษาหารือโดยมีท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นประธานและพร้อมใจกันกราบบังคมทูลให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนีทรงเลือ 2 ชื่อ คือ

1.ศรีสังวรารามเพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันทรงคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างมากมายนับอเนกอนันต์

2.สิรมังคลาจารย์เพื่อเป้นเกียรติแก่พระสิริมังคลาจารย์ พระมหาเถระนักปราชญ์แห่งล้านนาไทย ผู้แต่งคัมภีร์จักวาฬทีปนีซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องสรรเสริญของคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวางด้วยพระมหากรุณาธิคุรของสมเด็จ

พระศรีนครินทราบริมราชชนนี ที่ทรงตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของพระพุทธศาสนา จึงทรงเลือกพระราชทานนามวัดว่า "วัดสิริมังคลาจารย์"
เพื่อเป้นอนุสรณ์แก่พระมหาเถระนักปราชญ์แห่งล้านนาไทยแสดงถึงพระราชหฤทัยอันงดงามที่พร้อมจะเสียสละเพื่อส่วนรวมตลอดเวลาโดยมิได้นึกถึงพระองคืแต่อย่างใด

ในการเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในครั้งนี้ก่อให้เกิดความปลื้มปิติซาบซึ่งใจแก่พุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์เสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึงวัด ก็ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปที่ท่านพระปลัดทอง สิริมงคโล(ตำแหน่งในขณะนั้น) ปัจจุปัน คือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ ดร.พระราชพรหมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารและได้ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับท่านคุณอาจารย์ "ขอฝากพระพุทธศาสนากับพระคุณเจ้าด้วย" เสมือนหนึ่งเป็นเป็นนิมิตร หมายบอกว่า ขอให้ท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นหลักชัยของพระพุทธศาสนาตลอดไป และเมื่อกาลเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุปันพระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีล้วนเป็นความทุกประการ ดังจะเห็นได้ว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา ท่านเจ้าคุณอาจารรย์ได้ทุ่มเททั้งกำลังกายกำลังใจเพื่อทำนุบำรุงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงในทุกๆด้านด้วยความเสียสละและอดทนต่อุปสรรคต่างๆ อย่างไม่ย่อท้อ ดังปรากฏผลงานให้เห้นเป็นรูปธรรมอย่างชีดเจน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการศึกษาทางพระพุทธศาสนาทั้งในด้านปริยัติและการปฏิบัติวิปัสสนากรรมบาน การจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับภาษาล้านนา ฉบับภาษาบาลีล้านนาและรวบรวมพระไตรปิฎกภาษาต่างๆทั่วโลก เก็บรักษาไว้ที่หอพระไตรปิฎกวัดรำเปิง(ตไปทาราม) การก่อสร้างวัดวาอารามและสำนักปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย มากกว่า 50 สำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานในด้านการเผยแพร่การปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อพัฒนาจิตของมวลมนุษาย์ทั้งหลายนั้น ได้รับการยอมรับและยกย่องสรรเสริญอย่างกว้างขวางทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาญานาของสมเด็จนครินทราบรมาราชชนนี ที่ทรางมีสายพระเนตรอันยาวไกล จึงทรงเลือกที่จะฝากพระพุทธศาสนาไว้กับท่านเจ้าคุณอาจารย์ทั้งๆที่ขณะนั้นท่านเจ้าคุณอาจารย์มีตำแหน่งเป็นพระปลัดทอง สิริมงคโล เท่านั้น

ตั้งแต่นั้นมาท่านเจ้าคุณท่านอาจารย์ได้นึกถึงพระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีทรงมีพระราฃปฎิสันถารในวันนั้นอยู่เสมอ เสมือนหนึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้มุ่งมั่นทุ่มเททั้งชีวิตให้กับงานในพระพุทธศาสนาตลอดมา ท่านาเจ้าคุณอาจารยืได้มุ่งมั่นเททั้งชีวิตให้กับงานในพระพุทธศาสนาตลอดมา ท่านเจ้าคุณอาจารย์จึงมีความคิดว่าควรที่จะสร้างอนุสรณ์สถาน เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ไว้ที่วัดสิริมังคลาจารย์แห่งนี้ จึงเป็นที่มาของศาลาจตุรมุขสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอนุสรณ์(พิพิธิภัณฑ์สมเด็จย่า)เริ่มก่อสร้างเมื่อพระพุทธศักราช2542 โดยมีท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นองค์ประธานอุปถัมภ์การก่อสร้าง ใช้งบประมาณจำนวน 6,389,000 บาท

ด้วยความร่วมมือจากคณะสงฆ์ คณะศรัทธา คณะศิษยานุศิษย์ของท้านเจ้าคุณอาจารย์ร่วมกันบริจาค ปัจจุปันการก่อสร้างได้ดำเนินการจนเสร็จเรียบร้อยแล้วอย่างสวยงามและได้รับประมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต เชิญอักษรพระนามาภิไธย ส.ว.ประดิษฐานที่หน้าบ้านศาลาจตุรมุขสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอนุสรณ์(พิพิธภัณฑ์สมเด็จย่า)นอกาจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีเปิดป้ายศาลาจตุรมุขสมเด็จพระศรีนครรินทราบรมราชชนนีอนุสรณ์ ในวันอังคารที่ 20 กรกฏาคม พุทธศักราช 2547 ประชาชนชาวเชียงใหม่รู้สึกซาบซึ่งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ส่วนชั้นล่างจัดทำเป็นห้องสมุดสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ให้บริการความรู้แก่ประชาชนทั่วไป

เพราะเหตุที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดสิรมังคลาจารย์ในวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2510 เพื่อทรงผลูกต้นศรีมหาโพธิ์ทรงวางศิลาฤกษ์องค์เจดีย์ และทรงพระราชทานนามวัดว่าสิริมังคลาจารย์ คณะสงฆ์ คณะศรัทธา และชาวบ้านสิริมังคลาจารย์ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ จึงมีความประสงค์ที่จะจัดสร้างพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประดิษฐานไว้ ณ ศาลาจตุรมุขสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอนุสรณ์เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศได้สักการะบูชา รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ณ วัดสิริมังคลาจารย์แห่งนี้ ถึงแม้ว่าพระองค์จะเสด็จสวรรคตแล้ว แต่พระรูปของพระองค์จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า พระองค์ยังทรงพระชนมือยู่ในใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าตลอดกาลนิรันดร์ไม่มีวันเสื่อมคลาย และเนื่องในวาระอันเป็นมิ่งมงคลที่พระบทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัวทรางพระเจริญพระชนมายุ 72 พรรษาในปีพุทธศักราช 2542 การจัดสร้างพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีไว้สักการะบูชา จึงเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความจงรักภักดีน้อมเกล้าฯ ถวายในวโรกาสที่ทรงเจริยพระชนมายุ 72 พรรษาด้วย การสร้างพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในครั้งนี้ ใช้งบประมาณจำนวน 550,000 บาทซึ่งเป็นเงินที่ได้รับจากการบริจาคโดยมีท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นองค์ประธานในการจัดสร้างมีขนาดเท่าพรองค์จริง ประทับพระเก้าอี้ฉลองพรองค์ในชุดลำลองวัสดุที่ใช้สร้างเป็นทองเหลืองรมดำ ประติมากรปั้นคืออาจารย์วสันต์ ฮารีเมาจากวิทยาลัยศิลป สถาบันศิลปกรรม กรมศิลปากร และในวันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2545 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯแทนพระองค์ทรงเททองหล่อพระรูปสมเด็จพระศรีนครานทราบรมราชชนนี ณ วัดสิริมังคลาจารย์ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ยังความปลาบปลื้มปิติมาสู่ประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง

บุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญในการก่อสร้างวัดสิริมังคลาจารย์อีกท่านหนึ่ง คือ คุณแม่ชีกิ่งแก้ว รัตนญาณี (สิงห์สกุล) คุณแม่ชีกิ่งแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 14 เมษายน พุทธศักราช 2470 เสียชีวิตเมื่อ วันที่ 5 ตุลาคม พุทธศักราช 2543 รวมสิริอายุ 73 ปี ตลอดชีวิตของคุณแม่ชีอุทิศให้กับงานในพระพุทธศาสนาจนวาระสุดท้าย คุณแม่ชีกิ่งแก้วเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาจนวาระสุดท้าย คุณแม่ชีกิ่งแก้วเป็นผู้ที่มีความเลื่อมในศรัทธาในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก คุณแม่บวชชีตั้งแต่อายุ 13 ปี และปฏิบัติธรรมเรื่อยมาจนกระทั่งมาเป็นลูกศิษย์ท่านเจ้าคุณอาจารย์ (พระอาจารย์ทอง สิริมงคโล) ได้ฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นเวลาหลายปี ด้วยบุญญาบารมีคุณแม่ชีกิ่งแก้วปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีน้ำใจโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือคนทุกข์คนยากที่เดือดร้อนเนื้อร้อนใจเสมอมา ทำให้คุณแม่ชีกิ่งแก้วเป็นที่รู้จักและเคารพรักของคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ท่านเจ้าคุณอาจารย์จึงได้มอบหมายให้คุณแม่ชีกิ่งแก้วมาเป็นหลักนากรเผยแพร่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดสิริมังคลาจารย์ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2510 เป็นต้นมาด้วยคุณงามความดี และยึดมั่นอยู่ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับคุณแม่ชีกิ่งแก้วเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งสถานที่ปฏิบัติธรรมทั้งหลายสืบต่อไป ปละยังร่วมมือร่วมกันบริจาคเงินด้วยความสามัคคีอย่างดียิ่ง เพื่อมีส่วนร่วมในสิ่งปลุกสร้างภายในวัดอีกหลายอย่าง อาทิเช่น พระธาตุเจดีย์ พระวิหาร พระอุโบสถ ศาลาบำเพ็ญบุญ โรงฉันท์ หอระฆังเป็นต้น โดยมีคุณแม่ชีกิ่งแก้ว รัตนญาณี เป็นศูนย์รวมศรัทธาให้กับพุทธศาสนิกชนผู้มีใจเป็นบุญเป็นกุศลโดยทั่วไป

ปัจจุปันวัดสิริมังคลาจารย์ มีเนื้อที่ทั้งหมด 33 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 13 บ้านสิริมังคลาจารย์ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ฐานะของวัดเป็นวัดราษฎร์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นวัด ตั้งแต่พุทธศักราช 2482 เนื่องจากเมื่อเริ่มก่อสร้างวัดในปีพุทธศักราช 2509 นั้น พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ ดร.พระราชพรหมาจารย์(พระอาจารย์ทอง สิริมงคโล)ได้เลือกสถานที่ก่อสร้างวัด ปรากฏว่าสถานที่ก่อสร้างวัดสิริมังคลาจารย์นี้เป็นสถานที่วัดเก่าตกสำรวจที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2482 โดยมีหลักฐานรับรองจากเจ้าคณะปกครองฝ่ายสงฆ์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ดังนั้นกรมการศาสนาจึงได้นำวัดสิริมังคลาจารย์ขึ้นทะเบียนวัดโดยให้กลักฐานการตั้งวัดตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2482

วัดสิริมังคลาจารย์ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่9 กุมภาพันธ์ ปีพุทธศักราช 2516 ปัจจุปันมีถาวรวัตถุเสนาสนะอันมั่นคง ประกอบด้วย พระวิหาร พระอุโบสถ พระเจดีย์ ศาลาบำเพ็ยบุญ โรงฉันท์ของพระภิกษุสงฆ์ หอสงฆ์น้ำพระธาตุ กุฎิพระสงฒ์ 7 หลัง ศาลาจัตุรมุขสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอนุสรณ์(พิพิภัณธ์สมเด็จย่า)มีภิกษุอยู่จำพรรษาตลอดมา ดังปรากฏรายนามเจ้าอาวาสตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2482 จนถึงปัจจุปันดังนี้

1.พระบุญลือ นรินโท พ.ศ.2482-2500
2.พระดวงจันทร์(ไม่ทราบฉายานาม) พ.ศ.2501-2520
3.พระอธิการทองสุข จนทโชโต พ.ศ.2521-2529
4.พระบุญส่ง(ไม่ทราบฉายา) พ.ศ.2530-2531
5.พระสุเทพ สุเทโว พ.ศ.2532-2533
6.พระอธิการบุญหลั่น ถิรจิตโต พ.ศ.2534-2536
7.พระครูใบฏีกาสุพจน์ จนทสโร พ.ศ.2537-2545
8.พระประทวน อภโย พ.ศ.2546-ปัจจุปัน

 
     

 

 

 
 
 Copy Right 2006-2008 โดย องค์การบริหารส่วนตําบล ดอยหล่อ - http://www.doilor.org
สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลดอยหล่อ กิ่งอำเภอดอยหล่อ จ.เชียงใหม่
เชื่อมโยงสินค้าชุมชนสู่เครือข่ายต่างประเทศโดย www.tradepointthailand.org และ www.thai-exporter.com
เว็บไซต์ ออกแบบและพัฒนาโดย www.click2solutions.com